19:00

จะแต่งไหม ถ้ารู้ว่าจะไปไม่รอด


          ความรัก คำสั้นๆที่มีพลังอนุภาพมหาศาลที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม หรือสิ่งที่ชั่วร้ายได้มากมายเกินคำบรรยาย ซึ่งเราสาวน้อยวัยสี่สิบกะรัตย่อมผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น และรู้ซึ้งถึงอนุภาพของความรักดี จนบางคนขยาดกับความรักต้องปิดตายประตูหัวใจ บางคนก็คิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ลูกเต้าก็โตหมดแล้ว ลองใหม่อีกสักครั้งจะเป็นไรไป แล้วคุณล่ะเมื่อเจอคนที่ถูกใจ จะเลือกแบบไหนดีคะ?

          นิลเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรักหรอก เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่ากำลังจะมาแนะนำใครต่อใคร พอดีวันก่อนเพื่อนรุ่นน้องเค้ามาปรึกษาปัญหาหัวใจ ก็จนปัญญาจะแนะนำ เลยอยากยกประเด็นขึ้นมาให้นึกหาคำตอบกันเล่นๆว่าถ้าเราเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำยังไง และถ้าใครที่มีวิธีการดีๆก็ส่งมาที่ e-mail :khunnaionline@gmail.com นิลจะได้เอามาแบ่งปันกัน หรือ มาเสนอความคิดเห็นที่บทความเลยก็ได้นะคะ

          การก่อตัวของความรักต้องอาศัยเวลาและความรู้สึกมากมายกว่าจะหลอมความรู้สึกทั้งหลายออกมาเป็นความรักได้ เราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน กว่าจะยอมเอ่ยปากบอกรัก ความรักจุกอกแทบตาย เพราะมัวแต่ดูฟอร์มกัน หลังจากตกลงว่าเราเป็นแฟนกันนะ ก็เริ่มฝันถึงอนาคตอันสดใส การสร้างครอบครัวที่มีเจ้าตัวน้อยน่ารัก น่าเอ็นดู พรุ่งนี้สินะเค้าจะพาเข้าบ้านเสียทีหลังจากดูใจกันมานาน

          ฉับพลันความฝันก็ต้องมลาย เมื่อเค้าพาไปไหว้คุณพ่อ คุณแม่ เพราะอะไรน่ะหรือก็ถ้าแต่งก็ต้องแต่งกับทั้งตระกูลน่ะสิ อาม้า อาเจ็ก อาซ้อ อาเฮีย อากง อาเตี่ย อาตี๋ อาอึ้ม และอื่นๆอีกมากมาย พวกเราสาวยุคอินเตอร์เน็ตก็รู้ทันทีว่า Output ที่ได้จะเป็นอย่างไร

          รักก็แสนรัก แฟนเราก็แสนดี เข้าใจและเอาอกเอาใจทุกอย่าง ไม่มีตกหล่น มีข้อแม้เดียวคือต้องแต่งเข้าบ้านเค้า เพราะเป็นประกาสิตของอาเตี่ย อาม้า ไม่งั้นตัดออกจาก กอง-มอ-รา-ดก ไม่งั้นก็ต้องเลิกกัน

           โอ้ย…..ใครช่วยบอกทีจะทำไงดี ก็รักเค้าแล้วหมดหัวใจ ทั้งคู่ก็มีแต่หวังว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี จะยอมแต่งไปก่อนดีไหม แล้วค่อยไปแก้ปัญหาทีหลัง คุณนายฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เฮือกๆ เหมือนปัญหาคุณนายเลย ผลลัพท์ ชัวร์ป้าบ…..ไม่เลิกเร็ว ก็เลิกช้าไปอีกหน่อย คุณนายหมดสิทธิ์เลือก เพราะเลือกไปแล้ว

          ตอนนี้น้องเค้ามีทางเลือก ไตร่ตรองให้ดีๆนะ ตอนนี้ยืนอยู่ที่ทางสองแพร่ง ทางที่หนึ่งคือยอมเจ็บปวดหัวใจในวันนี้ แล้วไม่ต้องเปลืองตัว เปลืองใจ เปลืองเวลา หรือ ทางที่สองไปเจ็บปวดในวันข้างหน้าก็แล้วกัน โดยมีความหวังลมๆแล้งๆว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะมีความรักเป็นสิ่งนำทาง แต่ในความเป็นจริงอยากจะบอกน้องจังเลยว่า มันจะนำทางเฉพาะช่วงแรกๆเท่านั้นที่เป็น “ข้าวใหม่ ปลามัน” สักพักรสชาดก็จืดจางไปเพราะผู้ชายเค้าทานบ่อยๆเริ่มรู้สึกเบื่อเหมือนกัน ก็จะเริ่มหาข้าวจานใหม่แล้วล่ะทีนี้

          หลังจากนั้น ผลที่ได้คือต้องเลิกกันอยู่ดี จะช้าจะเร็วก็อยู่ที่ใครอึดกว่ากัน มีของแถมให้ภรรยาสุดที่รักคือคำนำหน้าว่า “นาง” พร้อมตราประทับว่า “แม่ม่าย”

           บางคนอาจมีลูกให้จูงมือซ้ายคน มือขวาคน กระเตงที่เอวคน ปากคาบตะกร้า ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ตัดสินใจออกมากัดก้อนเกลือกิน เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก อายุก็ปาเข้าสามสี่สิบ แล้วจะทำไงกับชีวิตที่เหลือดีนะ พอรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นยายเพิ้ง ภาระล้นเหลือ จนไม่มีเวลาดูกระจกด้วยซ้ำ คุณสมบัติเพียบแบบนี้ ผู้ชายหน้าไหนจะกล้าเข้ามาจีบ ถึงจะเป็นคนดีแค่ไหน พอได้ยินว่ามีลูกแล้ว เค้าแทบจะวิ่งหนีไม่ทัน

          นิลก็ไม่กล้าแนะนำน้องเค้า เพียงแต่เล่าประสบการณ์ให้ฟัง ให้เค้าตัดสินใจเอง เพราะเข้าใจว่าเลือกยากเหลือเกิน การตัดใจจากทั้งที่ยังรักนี่เป็นเรื่องสุดทรมาณ แต่ก็คิดดูล่ะกันนะว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา ที่อาจมีโอกาสเกิดมาเพียงครั้งเดียว

          ความรักเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้มีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อ มีความร้อนรุ่มรุนแรงเกินต้านทานพลังของรักได้ แต่เมื่อใดที่รักจาง บอระเพ็ด ที่ว่าขมแล้ว ยังขมไม่ถึงหนึ่งในร้อย โดยเฉพาะผู้ชายตอนที่รักก็แสนจะหวงแหน ห่วงหาแทบทุกนาที ความรักรุนแรงกว่าผู้หญิงเยอะ แต่ก็จางเร็วกว่าเช่นกัน ที่สำคัญผู้ชายเค้า “รักง่าย หน่ายเร็ว” เลือกเองล่ะกันตัวใครตัวมันนะคะ

18:13

นกขมิ้นเหลืองอ่อน หรือ นกน้อยในกรงทอง




          พอได้ยินข่าวการตัดสินใจหย่าของอดีตนายกรัฐมนตรีที่รวยที่สุดของไทย เพื่อนๆก็ต่างวิจารณ์กันไปคนละมุมมอง บางมุมก็บอกว่าเป็น การหย่าการเมืองบ้าง หย่าเพราะทนเรื่องผู้หญิงไม่ได้บ้าง สำหรับนิลสิ่งที่แวบเข้ามาในความคิด คือ สงสารคุณหญิงพจมาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ต้องอยู่ในคฤหาสน์ทรายทองมูลค่าแสนล้านด้วยหัวใจที่บอบช้ำ แต่ถึงกระนั้นนางเอกของเรื่องก็โชคดีกว่าผู้หญิงอีกมากมาย ที่ต้องหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านทรายทองด้วยหัวใจที่เจ็บช้ำ พร้อมเสื้อผ้าเก่าๆอีกไม่กี่ชิ้น

          ทำให้ภาพอดีตต่างๆผุดขึ้นมามากมาย ภาพการสู้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก การสร้างครอบครัว ฟันผ่าอุปสรรคต่างๆมากมาย กว่าจะสร้างฐานะจนมั่นคงมาถึงวันนี้ด้วยความยากลำบาก จากวัยรุ่นที่เริ่มรักกันมาและตั้งใจสร้างครอบครัวที่รักมาด้วยกัน เวลาผ่านมาเนิ่นนานต่างคนต่างแก่เถ้าตามสังขาล ลูกเต้าก็โตและต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวของเค้า เหลือเพียงสองตายาย อยู่ดูแลกัน

          จู่ๆวันนึงชายกลางหน้าตาแก่ๆก็มาบอกว่าเราไม่รู้จักดูแลตัวเอง ดูสินั่นหน้าอกก็ยาน เนื้อหนังก็เหี่ยว อยากตอบดังๆออกไปว่า ไม่เหี่ยวได้ไงยะ ก็ฉันสี่สิบกว่า เอาไปเทียบกับสาวยี่สิบได้ไง จะพูดหรือจะทำอะไรๆก็ไม่ดีไปหมด สุดท้ายชายกลางก็มีเหตุผลมากมาย ที่ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดสักนิดดดดดเดียว ที่จะไปเสพสุขกับสาวเอ๊าะๆ ที่อกเต่งตึงกว่า หน้าตาสะสวยกว่า หุ่นเซ็กซี่กว่า เอาใจเก่งกว่า จากสมบัติที่เราร่วมสร้างมาด้วยกันด้วยความลำบากแสนสาหัส เลือดตาแทบกระเด็นกระดอน โอ้พระเจ้าช่วย กล้วยทอด โลกนี้ช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆอ้วนๆอย่างเราจะไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากใครนี่

          เอ๊ะ…. กำลังคุยเรื่องคุณหญิงพจมานออยู่ดีๆนี่นา ทำไมกลายเป็นเรื่องของเราไปซะงั้น งง จริงๆ อันที่จริงอยากบอกว่า นิลเชื่อว่านิยายรักแบบนี้มีมากมายในสังคมไทย ที่ผู้ชายยังคงมีความเห็นแก่ตัวมากๆ และผู้หญิงก็ปล่อยให้พวกผู้ชายห่วยๆมารังแกจิตใจเรามาแสนนาน ถึงเวลารึยังที่เราจะมาช่วยเป็นกำลังใจให้กัน เพื่อพยุงกันให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติของชีวิตด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้หญิงวัยสี่สิบกะรัตอย่างเราที่จะลุกขึ้นมาปฎิวัติความคิดที่ถูกครอบงำมานาน แต่มันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ ที่เห็นผู้ชายเป็นดอกไม้ริมทาง ที่จะไม่ยอมอดทนและทนอด เหมือนพวกเรา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของสาวๆสี่สิบกะรัตนะคะอาจจะทำได้ไม่เท่าคุณบุ๋มปนัดดา แต่อย่างน้อยจิตใจจะดีขึ้นค่ะ

          ที่กล้าพูดเพราะนิลจมอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมายี่สิบปี และใช้เวลาเกือบปีกว่าจะลุกขึ้นมายืนหยัดได้ด้วยตัวเอง นิลขอยืนยันว่าเรามีความสุขได้อีกครั้ง แต่ที่สำคัญอยู่ที่กำลังใจและแนวคิด นิลอาจโชคดีที่มีเพื่อนที่น่ารักคอยให้กำลังใจและแบ่งปันแนวคิดในการใช้ชีวิตในมุมมองต่างๆมากมาย แต่สำหรับบางคนที่ไม่มีใครเคียงข้างก็มีหนังสือในแนวนี้มากมายที่จะช่วยปรับเปลี่ยนแนวคิดการใช้ชีวิตให้มีความสุขขึ้นมาใหม่ ค่อยๆลุกค่ะ เพราะที่ทนผ่านมายาวนานยังทนได้เลย อาจใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะทำให้แผลมันประสาน พอแผลตกสะเก็ด และหายดี อาจมีแผลเป็นให้เห็นบางๆ นั่นแหละค่ะดีนักแล เพราะเป็นสิ่งเตือนใจให้เราไม่กลับไปทำให้ตัวเองต้องมีแผลอีก

          เราจะเป็น “นกน้อยในกรงทอง หรือ เป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อน”

          ถ้าจะเป็นนกน้อยในกรงทอง ก็ต้องอดทนและทนอดต่อไป เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในที่ๆดูดี โดยแลกด้วยอิสรภาพ กับ เลือกที่จะเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อน ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ค่ำไหนนอนนั่น อาจต้องลำบากบ้าง แต่มีความสุขใจ บินท่องเที่ยวไปเรื่อยๆจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แล้วล้มตัวลงนอนพักตลอดไป ณ ที่ไหนสักแห่ง พวกเราผู้หญิงวัยสี่สิบกะรัต ย่อมรู้ดีว่าผลที่เราเลือกจะตามมาอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องอยู่กับสิ่งที่เลือกด้วยความสุขให้ได้ เพราะถนนสายนี้ยังยาวไกล “สิทธิ์นี้เป็นของคุณแล้ว”

22:12

อย่าปล่อยตัว แต่ปล่อยใจ


           วันนี้มาแปลกจัง มาชวนสาวๆ(ความสาวเหลือน้อยน่ะ) ให้มาปล่อยใจกัน มีแต่คนบอกว่าพวกเราสาวน้อยต้องควบคุมจิตใจไว้ให้ดีๆ อย่าให้หนีไปเที่ยวไหน เพราะวัยนี้อารมณ์อ่อนไหวมากกว่าตอนสาวๆซะอีก เชื่อเถอะ น่านะ แล้วจะดีเอง ไม่ใช่เพลง “น้านา” ของพี่เบริ์ดนะ

           ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องปิดหัวใจตัวเองกันมานานเหลือเกิน ตั้งแต่แต่งงาน ต้องปิดประตูลงกลอน ใส่กุญแจห้องหัวใจอีกหลายชั้นเลย อ๋อ….…ที่แท้มาชวนเพื่อหาเพื่อนหา “กิ๊ก” ล่ะสิ จะได้รู้สึกผิดน้อยลง อ้าวววว……. รู้ทันกันซะอีก ก็ไม่เชิงนะคะอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เรายังเป็นสมาคมกุลสตรีไทยค่ะ เพียงแต่ปรับตัวให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น เดี๋ยวเค้าหาว่าเชย สมัยนี้ยุคอินเตอร์เน็ตแล้วนะคะ

           “อย่าปล่อยตัว” ตอนสาวๆจะได้ยินคำพูดนี้บ่อยๆ แต่ตอนนี้ถึงปล่อยตัวก็ไม่รู้จะมีใครเขาอยากได้รึเปล่านะ แต่ความหมายที่จะมาคุยกันวันนี้น่ะหมายถึง การปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่สนใจดูแลตัวเองให้สดใส น่ารัก กุ๊กกิ๊ก อยู่เสมอๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่มัก จะละเลย เพราะคิดว่าสามีเป็นของตาย คงไม่หนีไปไหนหรอก อย่าคิดอย่างนี้เด็ดขาดนะคะ อันตรายมากๆค่ะ คุณนายขอบอก เพราะเจอมาแล้ว มัวแต่ประมาทเลย…

           ก่อนแต่งงาน ผู้หญิงเรามีเวลาดูแลตัวเองมาก สนใจความสวยความงามไปซะทุกเรื่อง แต่พอแต่งงาน ก็จะมีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง เพราะต้องดูแลครอบครัว ทั้งลูกและสามี อีกทั้งต้องดูแลทุกอย่างในบ้าน พอเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน รีบกลับมาทำกับข้าวและดูแลครอบครัว เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน แล้วจะเหลือเวลาที่ไหนมาดูแลความสวยความงามของตัวเองอีกล่ะ

           แต่ก่อนก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน ทำกิจวัตรประจำวันก็วนเวียนอย่างนี้แหละ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ลงสระว่ายน้ำ แล้วเหมือนตัวลอยบนน้ำได้เองน่ะ งง สิคะ ก็รอบๆเอวมีห่วงยางที่ไม่ได้ซื้อ แต่ไม่รู้มาจากไหนน่ะสิคะ ตอนนี้ล่ะเข้าใจแล้วว่า ทำไมสามีชอบกลับดึก ถามทีไรก็บอกไปเอ็นเตอร์เทรนลูกค้า

           สามีเคยบอกว่า “ถ้าลดน้ำหนักได้ 5 กิโล ผมให้คุณไปช็อปปิ้งหมื่นนึงเลย” ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกสะดุดใจในคำพูดสักนิดเลย เพราะวุ่นวายเกี่ยวกับลูกๆและงานบ้านทั้งวัน อยากได้ตังไปช็อปปิ้งเหมือนกัน ลองพยายามอยู่พักนึง ออกกำลังกายแทบตายลดลงครึ่งขีด แต่พอเจออาหารอร่อยกินเข้าหน่อยเดียวน้ำหนักขึ้นทีละกิโลเลย

           เรื่องลดน้ำหนักนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะคะ ลองมาหลายสำนักแล้ว หมดเงินไปเยอะมาก ก็ไม่ได้ผล เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญทำงานมีประสิทธิภาพน้อยลง ของเก่าก็ยังไม่หมด ของใหม่ก็เข้าไปอีก ทำใจได้เลยค่ะ ถ้าไม่ตั้งใจสุดๆๆ ล่ะก็อาจท้อได้ แต่ถ้าใครน้ำหนักยังไม่เกินเกณฑ์ ถือว่าโชคดีมากนะคะ รักษาไว้ด้วยเกรียติของเนตรนารี ให้สุดชีวิตเลยนะคะ

           พอเริ่มรู้สึกตัว ก็รู้ว่าสายเสียแล้ว น้ำหนักก็เกินเกณฑ์ไปตั้งแปดกิโล ลดอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ลง สามีก็เลยเอาเงินหมื่นไปช็อปปิ้งกับคนอื่นซะเลย นี่แหละค่ะ บทเรียนราคาแพง เลยรีบมาบอกต่อไงคะ นิลเคยถามเพื่อนๆที่เป็นผู้ชายว่าเค้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เค้าก็บอกให้ฟังว่า

           ผู้ชายทุกคนน่ะ ชอบให้ภรรยาของตัวเองดูดีเสมอแหละ เพราะผู้ชายเค้าชอบมองคนสวยๆสบายตา สบายใจ ครั้นจะบอกตรงๆว่าหันมาดูแลตัวเองหน่อยนะที่รัก เดี๋ยวเรื่องจะบานปลาย ภรรยาอาจจะนึกว่าตำหนิ เสียใจ น้อยใจ ทะเลาะกันเปล่าๆ เลยไม่ค่อยกล้าพูดเรื่องนี้กันปล่อยเลยตามเลย ตามบุญตามกรรมถ้ารับไม่ไหว ก็ไปหาใหม่เอาข้างหน้า เห็นไหมคะ ผู้หญิงกับผู้ชายนี่มองต่างมุมกันเลยนะคะ

           ถึงเวลาแล้วค่ะ มาแบ่งเวลาให้ตัวเองวันละชั่วโมง หันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักหรอกค่ะ แต่ดูแลให้สม่ำเสมอ อย่างที่มีคนเค้าบอกล่ะคะว่าผู้หญิงดูแลแค่สี่อย่างก็สวยพอแล้วค่ะ “หน้า ผม นม ผิว” ไงล่ะคะ อันที่จริงๆผู้หญิงทุกคนก็รู้เคล็ดลับทุกอย่างดีแล้ว แต่ละเลยเท่านั้นเอง หันมาดูแลตัวเองเถอะค่ะ ก่อนที่จะสายเหมือนนิลนะคะ

           การดูแลตัวเองให้ดูดี มีประโยชน์มากมายนะคะ นอกจากทำให้คนใกล้ตัวทั้งรัก ทั้งหลงแล้ว ที่สำคัญมากที่สุดคือทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง มีเวลาผ่อนคลายกับเรื่องเครียดๆที่เจอมาทั้งวัน จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ถ้าเรามีความสุขคนรอบข้างก็มีความสุขนะคะ สำหรับเรื่อง “ปล่อยใจ”

19:43

ยิ่งมาก ยิ่งน้อย




           ปุจฉา “อะไรเอ่ย ยิ่งมากยิ่งน้อย” ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก หมดเวลาแล้ว คิดยังไงก็คงตอบไม่ถูก เหมือนคำถามที่เด็กๆชอบมาถาม แล้วคำตอบที่ได้ก็คือสิ่งที่เค้าคิด แล้วใครจะไปรู้ล่ะเนี่ยว่าคุณนายกำลังคิดจะพูดเรื่องอะไร อยากรู้ก็ตามคุณนายมาสิคะ

          วิสัชชนา “อายุ กับ ความต้องการ” ไงคะ นี่ขนาดตอบแล้ว หลายคนก็ยังมีอาการงงๆ และหลายคนก็คิดค้านในใจว่าไม่จริงอ่ะ มีบางเรื่องที่ยิ่งแก่ ยิ่งกิเลศมากขึ้น นิลก็ยังไม่ได้เถียงนี่คะ เพราะมุมมองมีมากมาย แล้วแต่ว่าใครจะคิดอย่างไร แต่ที่กำลังจะนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นมุมมองของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่นิลฟังแล้วรู้สึกน่าสนใจ จึงอยากนำมาแบ่งปันความนึกคิดกันและอยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆที่อยู่ในวัย 40 กะรัต จะรู้สึกเหมือนกันรึเปล่านะ

           “ผมว่านะ ยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งรู้สึกว่ามีความต้องการสิ่งต่างรอบตัวๆน้อยลง อย่างเสื้อผ้า เครื่องใช้สอยต่างๆ ใช้ของที่มีอยู่ก็ไม่หมดแล้ว อาหารการกินก็กินแค่พออยู่ได้ ตอนนี้ก็ไม่อยากออกไปไหนมากมาย อยากใช้เวลาที่มีพักผ่อนแบบที่ต้องการ สงบๆสบายๆ แค่นี้ก็พอใจแล้ว”

           แหม กำลังจะชวนไปช็อปปิ้งพอดีเลย พอได้ยินประโยคนี้ ทำให้สะดุดกึก เออ… จริงๆก็ใช่นะ แล้วเราจะสะสมอะไรมากมาย เสื้อผ้าก็เต็มตู้ กระเป๋าก็มีเป็นสิบใบ รองเท้าก็มีหลายคู่ บางชิ้นก็แทบไม่เคยหยิบมาใส่เลย แต่ก็ยังซื้อได้ทุกวี่ทุกวัน กลายเป็นว่าย้ายสต็อกสินค้าจากผู้ขายมาเก็บสต็อกที่บ้านเรา แล้วก็มานั่งบ่นว่าไม่มีตังใช้ หมุนเดือนชนเดือน นี่ไม่ได้ว่าใครนะคะว่าตัวเองค่ะ คนเรา ถ้ารู้จักพอเพียงและเพียงพอก็คงทุกข์น้อยลงนะคะ

           บางทีการเดินทางของชีวิตก็ต้องเดินไป หยุดไป และถอยหลังบ้างในบางเวลาที่เจออุปสรรค เพื่อมานั่งทบทวนสิ่งต่างๆที่กระทำ อะไรที่ทำพลาดไปก็จะได้ไม่เกิดซ้ำอีก อะไรดีๆที่ยังไม่ได้กระทำ ก็น่าจะเริ่มหาโอกาสทำเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส ดีกว่าที่จะดันทะรุงฝืนเดินตลุยไปข้างหน้าตลอดเวลา เพราะจริงๆแล้วทุกคนมีความต้องการพื้นฐานคือปัจจัยสี่เหมือนกัน แต่เราเองนั่นแหละที่ทำให้ระดับความต้องการของปัจจัยแตกต่างกันตามกิเลสที่มี เราเป็นคนสร้างกิเลสเหล่านั้นเองต่างหาก จะโทษใครก็คงไม่ได้แล้วล่ะ
แต่ที่พูดมานี่ก็ไม่ได้หมายถึงว่านิลกำลังจะไปบวชหรอกนะคะ เพียงแต่สะกิดใจตัวเองให้คิดทบทวนมากขึ้นกว่าเดิม กิเลสก็ยังอยากมีเหมือนเดิมค่ะ เพราะรู้สึกทำให้ชีวิตมีสีสันและรสชาตดีค่ะ เพียงแต่อาจจะทำให้ซื้อน้อยลง เลือกมากขึ้น จะได้ไม่รกบ้านมากเกินไป ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่เหรอคะ จะได้มีเงินเหลือไปเรียนจัดดอกไม้ วาดรูป หรือไปทำกิจกรรมที่ฝันไว้มากขึ้น

           บางทีการเดินทางของชีวิต ถ้าตัดเรื่องรกๆ ไร้สาระ ออกไปบ้างก็ดีนะคะ ทำให้เรามีเวลามาทบทวนว่าความต้องการในชีวิตที่แท้จริงคืออะไร จะได้มีโอกาสทำสิ่งที่คิดหวังก่อนที่จะหมดเวลาซะก่อน เพราะคนเรานั้นจริงๆไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลยอย่างที่เพื่อนนิลได้พูดไว้ เราเองนั่นแหละปรุงแต่งเสียจนทำให้ความงามตามธรรมชาติของมันที่มีถูกลบเลือนไป

          อันที่จริงหลายคนก็คงไม่เห็นด้วย ซึ่งนิลเองก็เข้าใจ เพราะถ้าเป็นแต่ก่อนนี้ นิลก็คงคิดว่า แบบนี้น่าเบื่อจะตาย แต่พออายุเริ่มมากขึ้นก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของ “ยิ่งมาก ยิ่งน้อย” เองล่ะค่ะ แต่ถึงยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร ไม่ผิดกติกาใดๆทั้งสิ้นค่ะ เพราะแต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกเดิน บางคนก็เลือกที่จะเดินตลุยกันต่อไป ส่วนนิลขอเลือกเดินไป ชมนกชมไม้ และความสวยงามตามธรรมชาติ ริมทางเดินไปเรื่อยๆนะคะ แล้วไปเจอกันที่เส้นชัยนะคะ บ้ายบาย ขอให้โชคดีค่ะ


19:28

ขอโทษนะที่รัก


          คำพูดประโยคสั้นๆที่ดูเหมือนจะพูดได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกินสำหรับผู้ชายไทย นิลเชื่อว่าบรรดาผู้หญิงทั้งหลายคงเห็นด้วยกับนิล ส่วนผู้ชายคงบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง แต่เราคงไม่ต้องมาเถียงกันให้เมื่อยหรอกค่ะ เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ยอมรับความจริงไม่ค่อยได้ เอ๊ะ..อะไรกันเนี่ย วันนี้จะมาต่อว่าผู้ชายรึไงกัน ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่อยากมาพูดถึงให้สะกิดใจกันเล่นเท่านั้นล่ะค่ะเพราะเชื่อว่าหลายคนมีสิ่งติดค้างในใจรอคำ “ขอโทษ” จากใครบางคนใช่ไหมคะ

          นิลคิดว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็พอๆกันล่ะค่ะ แต่ผู้ชายอาจจะพูดได้ลำบากใจกว่า เพราะอกตั้งสามศอกแน่ะ จะพูดอย่างนี้ก็เสียฟอร์มหมดน่ะสิ อันที่จริงน่ะเราทุกคนก็เข้าใจความหมายและคุณค่าของคำพูดที่ว่า “ขอโทษ” กันดี แต่ติดก็ที่ฟอร์มนี่แหละ

          แม้คำว่า “ขอโทษ” จะเป็นประโยคสั้นๆคำพูดง่ายๆ แต่มีผลต่อความรู้สึกทางจิตใจที่ประมาณค่าไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อถึงการกระทำและพฤติกรรม รวมถึงผลที่จะตามมาอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ขณะนั้น

          ในบางครั้งที่เราเกิดไม่พอใจหรือขัดแย้งกับใครบางคน โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก จากเรื่องเล็กๆน้อยๆก็เริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพียงเพราะไม่เข้าใจกัน ฝ่ายที่ถูกกระทำต้องการ ให้อีกฝ่ายกล่าวคำว่า “เสียใจ” หรือ “ขอโทษ” เท่านั้นเองก็จะหายโกรธแล้ว

          จากความโกรธ กลายเป็น น้อยใจ และเสียใจ สุดท้ายกลายเป็นทิฐิ และเริ่มสะสมความทิฐิในใจลึกๆ และมากขึ้นเรื่อยๆจนส่งผลถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ สีหน้า ความรู้สึก สุดท้ายก็ส่งผลถึงความสัมพันธ์ที่แย่ลงทุกขณะ ซึ่งอีกฝ่ายอาจไม่รู้เลยว่ามีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ จากปัญหาเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหาที่เริ่มสะสม คาใจ และบานปลายจนเกินแก้ไข

          นิลเชื่อว่าผู้หญิงเราส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหากับคนที่เรารัก แม้ว่าเค้าจะทำให้เสียใจมากมายและยาวนานแค่ไหน แค่ได้ยินคำว่า “ผมเสียใจ” ความโกรธทั้งหมดที่มีมานานก็หายไปทันที แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า รอแล้ว รออีก ก็ยังไม่ได้ยินคำนั้นสักที ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมพูดยากเย็นนักนะ

          ที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของตัวเอง จากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง กลายเป็นเรื่อง จนสุดท้ายลุกลามจนยากจะแก้ไข เพราะรอแค่คำเดียว แต่ก็ไม่เคยได้ยินสักที จนทำให้ความรู้สึกดีๆที่มีต่อกันหายไป แม้ว่าวันนี้จะได้ยินคำนั้นมันก็คงรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่าอีกแล้ว

          สิ่งที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ให้เรียนรู้ว่า คุณค่าของคำพูดแค่เพียงคำเดียวมีอิทธิพลกับชีวิตคนเรามากมายจริงๆ เป็นคำพูดสั้นๆ แต่คนเรามักจะคิดมาหลายชั้น จึงทำให้พูดออกมาได้ยากลำบาก นิลจึงตั้งใจว่าทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าทำไม่ดีกับใคร ก็แค่พูดคำว่า “ขอโทษ” ออกมาจากใจ ไม่ต้องประมวลข้อมูลหรือเหตุผลให้ซับซ้อน คิดชั้นเดียวคือทุกอย่างจะดีขึ้น ก็ทำให้เราเองรู้สึกดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่ได้ฟังก็คงรู้สึกดีขึ้นเช่นกัน ปัญหาต่างๆก็คลี่คลายง่ายขึ้นเช่นกัน จึงเริ่มเรียนรู้การพูดขอโทษโดยที่ตัวเองต้องรู้สึกดีด้วย

          เมื่อก่อนก็เป็นคนหนึ่งเช่นกันที่รู้สึกว่า คำนี้พูดยากมากมายเหลือเกิน เรามักจะคิดว่าตัวเองไม่ผิดเสมอ แล้วทำไมต้องขอโทษ การขอโทษเป็นการยอมรับว่าเราผิด แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่คุ้มค่ากันเลย เสียเวลาชีวิตและความรู้สึกดีๆไป พร้อมทั้งบางอย่างก็สายเกินกว่าจะแก้ไขซะแล้ว จึงอยากให้เราลองมานั่งคิดสักนาทีว่าจะเลือกแบบไหนที่จะคุ้มค่ากว่ากัน

          เราลองมองต่างมุมสิคะว่า กว่าจะรักกันมาได้ต้องใช้เวลาและสร้างความรู้สึกที่ดีๆต่อกันมานานแค่ไหน คุ้มไหมที่จะเสียมันไป และยากนักหรือ แค่กระซิบข้างหูว่า ไม่เห็นจะเสียฟอร์มตรงไหนเลย ก็รักซะอย่าง ลองดูสิคะไม่ยากอย่างที่คิดแต่ผลที่ได้รับรองคุ้มค่าจริงๆ ครั้งแรกมักจะยากเสมอล่ะค่ะ มาฝึกพูด “ขอโทษนะที่รัก”“ขอโทษ” กันเถอะค่ะ

01:31

คุณนายออนไลน์


           เห็นชื่อนี้แล้วอย่าเข้าใจผิดนะคะว่านิลเป็น “คุณนาย” ตัวจริง ที่จริงเป็นชื่อเล่นที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งตั้งให้น่ะค่ะ เพราะเค้าเห็นว่าเป็นคนที่ชอบพิถีพิถัน จู้จี้ เจ้าระเบียบ เหมือนคุณนายทั้งหลาย เลยเรียกประชด ตัวจริงน่ะยังปิ้งๆอยู่เลยนะคะ

           ปกตินิลก็ทำงานผลิตสื่อเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก ชื่อ “Magickid” ตอนนี้อายุก็ใกล้ครึ่งศตวรรษแล้ว ไม่สนใจคอมพิวเตอร์หรอก เรียนรู้กว่าจะเข้าใจได้ลำบากลำบน และมีความรู้สึกว่าน่าเบื่อ อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งวัน ชีวิตไม่มีสีสันเลย

           จนวันหนึ่งเพื่อนเค้าก็ลากไปฟังสัมนาเรื่องการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะจะเป็นช่องทางที่จะขยายธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง อันที่จริงก็รู้ว่าสำคัญ แต่ไม่ได้ใส่ใจนัก เอ้าไปก็ไป พอฟังเสร็จ รู้สึกว่าโลกที่ตัวเองอยู่นั้นแคบลงไปถนัดตา เทคโนโลยี่และคนรุ่นใหม่ๆเค้าเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากๆ จึงเริ่มเข้าอินเตอร์เน็ต ก็มะงุมมะงาหลาอยู่นานพอดู ก็มีแต่ภาษาอังกฤษ แถมคำศัพท์อะไรก็ไม่รู้ เป็นศัพท์เทคนิคทั้งนั้น ที่สำคัญมีแต่ตัวหนังสือให้อ่านเต็มไปหมด สายตาก็ไม่ค่อยดี แล้วจะไปรอดไหมเนี่ย แต่หลวมตัวไปทำเว็บไซต์กับเค้าแล้วนี่ ก็คงต้องทู่ซี้กันต่อไป

           เวลาผ่านเร็วเหมือนโกหก จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เกือบครบปีพอดี ทุกวันนี้นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 10-12 ชั่วโมง นั่งหาข้อมูลสำหรับงานบ้าง เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆบ้าง ตอนนี้บางครั้งจะคุยและสอนลูกผ่าน msn รู้สึกเค้าจะยอมฟังมากกว่ามานั่งบอก เค้าจะหาว่าขี้บ่น เลยลองวิธีสอนผ่านอินเตอร์เน็ตดู ก็รู้สึกว่าได้ผลบ้างเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะเวลาจะพิมพ์ข้อความลงไปก็ได้คิดกลั่นกรองไปชั้นนึง ทำให้ชวนฟังมากขึ้น

           “ถึงเวลาอาบน้ำแล้วนะลูก ดื่มนม แล้วขึ้นมานอนได้แล้วนะคะ”
           “วันนี้เล่นเกมกี่ชั่วโมงแล้วคะ พอได้แล้วนะ เดี๋ยวสมองฝ่อนะคะ”
           “ถ้าลูกคุยกับใคร แล้วมาแบบแปลกๆ อย่าลืม add ให้แม่เข้าคุยด้วยนะ”

           ซึ่งก็แสดงว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สำหรับคนรุ่นเก่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป อีกทั้งยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง ทำให้เราได้ใช้ความคิด ความจำ สมองจะได้เสื่อมช้าลงนะคะ แต่ที่อยากพูดถึงคือ เดี๋ยวนี้เค้ามีบล็อกให้เรามาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ชีวิต ไว้ให้คนรุ่นหลังๆได้อ่านเป็นเกร็ดความรู้ ดีกว่าให้สิ่งที่ดีๆตายไปกับเรานะคะ อย่างน้อยข้อมูลก็ยังคงอยู่บนอินเตอร์เน็ต ตราบเท่าที่เค้ายังใช้กันล่ะคะ ระบบเค้ามีเครื่องมือให้เริ่มทำก็แสนง่ายดายเลยคะ ใครๆก็ทำได้ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับทุกคนและสนุกดีลองดูสิคะ

           กลายเป็นว่าตอนนี้อยู่กับคอมพิวเตอร์จนไม่อยากออกไปไหน เพื่อนก็เลยเรียก “คุณนายออนไลน์” แต่ใช่ว่าการทำแบบนี้จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้สายตาแย่ลงมาก จนต้องตัดแว่นสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งช่วยได้เยอะมากเลยค่ะ บางครั้งก็รู้สึกเครียดเหมือนกัน ทำให้ช่วงหลังนี้มีอาการไม่สบายบ่อยๆปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย เพราะคนที่ทำงานแบบนี้มักจะไม่ออกกำลังกายกัน นั่งทั้งวัน คนรอบข้างก็บ่นว่าทำไมต้องทำมากแบบนี้ แต่นิลก็มีเหตุผลหลักก็คือ ตั้งใจทำงานแข่งกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที เมื่อธุรกิจลงตัวเมื่อใดจะได้หยุดพักใช้ชีวิตตามที่เคยฝันไว้ซะที

           เพื่อนๆที่น่ารักมาเห็นสภาพจนทนไม่ไหว ก็บอกว่า นิลไม่รู้จักจัดการให้ชีวิตสมดุล สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพ เมื่อสุขภาพดี สมองแจ่มใส ก็ทำงานมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆได้ดีกว่าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย เมื่ออารมณ์ดีมีความสุข คนรอบข้างก็มีความสุขไปด้วย สรุปคือต้องไปออกกำลังกาย หรือออกไปสังคมบ้าง

           นิลก็ลองทำตามที่เพื่อนแนะนำ โดยไปออกกำลังกายบ้าง เดินเที่ยวบ้าง ก็รู้สึกว่าดีขึ้นจริงๆ สมองปลอดโปร่งขึ้น ทำให้คิดงานใหม่ๆได้มากขึ้น อีกทั้งร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ปวดเมื่อยเหมือนเดิม แต่เป็นคุณนายออนไลน์ที่มีความสุขมากขึ้นค่ะ

01:54

เวลาที่ไม่หวนคืน

          ทันทีที่รถไฟมาถึงอุดร ฉันก็รีบตรงไปที่โรงพยาบาลทันที ได้เข้าไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลที่ตอนนี้ใส่ท่อหายใจอยู่ พูดไม่ได้ ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นท่านจะอาละวาด เพื่อถอดท่อหายใจออก แต่พ่อยังมีสติที่ดี พ่อไม่ทันได้สั่งเสียอะไรเลย เพราะยังไม่ทันเตรียมความพร้อม คิดว่าพอมีเวลาอีกหน่อยไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงอาการท่านทรุดซะก่อน ท่านพยายามที่จะพูด แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจ ทำให้พ่อหงุดหงิดตัวเองมาก แต่ก็ทำได้แค่ส่งสายตาเศร้าปนสายตาวิงวอนให้พากลับ

           พ่อมองมาที่ฉันด้วยความรู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้พบลูกสาวอีก พร้อมสายตาที่วิงวอนให้ช่วยถอดท่อช่วยหายใจออก พ่ออยากกลับไปตายที่บ้าน พวกเราลูกๆทุกคนไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร ลูกทุกคนอยากจะเยี่ยมพ่อนานๆแต่ก็ทนกับท่าทางและสายตาของพ่อที่วิงวอนลูกๆไม่ไหวก็ต้องหลบออกมาทุกครั้ง ลูกๆเริ่มมีความเห็นเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้พ่อได้สิ่งที่ต้องการจะได้ไม่ต้อง ทรมานอีกต่อไป เพราะการยื้อก็เท่ากับการประวิงเวลาออกไปเท่านั้นเอง ส่วนอีกฝ่ายก็เฝ้าแต่จะให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าปาฎิหารย์ ทั้งๆที่รู้ว่าคงเป็นไปได้ยาก

           สิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิดฉันก็คือ บางครั้งแม้ว่าเราอยากจะตาย ก็ไม่สามารถตายได้ เพราะไม่สามารถช่วยตัวเองได้แล้วได้แต่นอนรอความตายในขณะที่จิตใจและความรู้สึกยังทำงาน มันคงเจ็บปวดและทรมานมากกว่าความเจ็บปวดที่ได้รับทางร่างกาย มันหมายถึงอย่างนี้นี่เอง ทำให้นึกถึงเพื่อนๆและน้องชายที่ชอบสูบบุหรี่ ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดีก็ยังทำอยู่ จนมาเจอสภาพแบบนี้ถึงคิดอยากจะเลิก แต่มันก็คงสายไปแล้ว ไม่ยอมเลิกตอนที่มีโอกาส คนเราก็อย่างนี้แหละ เวลาที่ยังมีโอกาส สิ่งที่ควรจะทำก็ละเลยไม่เห็นคุณค่า จนโอกาสผ่านไปแล้วถึงมาคิดเสียดาย แต่ก็สายไปเสียแล้ว

           เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว (พฤศจิกายน 2549) พ่อได้ปั่นจักรยานเพื่อไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้แม่ แต่ด้วยสายตาที่ไม่ดี เพราะท่านอายุ 83 ปี แล้ว ทำให้ท่านก้าวพลาด แล้วล้มลงข้างฟุตบาท แต่พ่อก็พยายามจูงจักรยาน พร้อมถุงก๋วยเตี๋ยวกลับมาให้แม่ เพราะพ่อจะมีความสุขมากที่ได้ซื้อของกินมาให้แม่ ลูกๆไม่มีใครรู้เลยว่าพ่อล้ม หลังจากนั้นสามวันท่านก็เดินไม่ไหว พี่ชายจึงพาไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าพ่อกระดูกก้นกบหัก และที่ร้ายกว่านั้นคือหมอเอ็กซเรย์เจอรอยกระดูกสะโพกหักอีกที่ แต่กระดูกได้เชื่อมต่อกันเรียบร้อยแล้ว นั่นก็หมายถึงว่าพ่อกระดูกหักแล้วไม่ยอมบอกใคร ทนเจ็บมาโดยตลอด ซึ่งลูกๆทุกคนก็เข้าใจเหตุผล เพราะพ่อเป็นคนอดทนมากและหัวดื้อถึงดื้อที่สุด แต่ในที่สุดท่านต้องเข้าห้องไอซียูก็เพราะอาการโรคต่างๆได้ทยอยกันออกมาหลังจากร่างกายอ่อนแอ พ่อไม่เคยหยุดทำงานเลยแม้แต่วันเดียว จนวันที่ท่านเดินไม่ไหวนั่นแหละ ท่านถึงได้พักร้อนซะที

           ท่านจะตื่นแต่เช้าแล้วใส่เสื้อเก่าๆขาดรุ่งริ่งสีน้ำเงินทั้งชุดเพราะต้องทำงานอ็อก เชื่อมเหล็ก ซึ่งเป็นงานหนักและมอมแมมตลอดเวลา ซึ่งเท่าที่จำความได้ มันเป็นชุดที่แม่มักจะแอบเอาไปทิ้งขยะ และก็จะพบว่าพ่อหาเจอทุกครั้ง ฉันภูมิใจในตัวพ่อเสมอมา เพราะมีต้นแบบที่ดี พ่อขยัน อดทนและมุมานะมาก พ่อรักลูกทุกคน แต่ไม่เคยพูดว่ารักกับลูกๆสักครั้งเลย ตั้งแต่ฉันจำความได้ แม่ก็เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีกับทุกคน ฉันโชคดีกว่าหลายคน แม้ว่าครอบครัวเราจะไม่ร่ำรวย แต่ครอบครัวเราทุกคนมีน้ำใจและจิตใจดีไม่เบียดเบียนใคร ขยันทำมาหากินจนสุดแรง เพราะเราเห็นพ่อแม่ทำอย่างนั้นมาโดยตลอดเวลา

           ภาพเก่าๆย้อนมาในความคิดอย่างหยุดไม่ได้ ฉันเหมือนพ่อมากที่สุดก็ตรงหัวดื้อนี่แหละ มันอยู่ในสายเลือด เพราะเป็นมรดกที่พ่อยกให้นั่นเอง ตอนเด็กๆฉันจะถูกลงโทษเสมอ เพราะชอบเอาชนะ ถ้าไม่ได้ดังใจก็จะร้องไม่ยอมหยุด ถึงจะตีอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดร้องสักที มีเพียงวิธีเดียวที่ต้องยอมแพ้อย่างราบคาบก็คือ พ่อจะเทน้ำราดบนหัวเพราะถ้ามัวแต่ร้องก็จะหายใจไม่ทัน ต้องหยุดร้องเสียก่อน เพื่อหายใจให้ทันน้ำที่จะราดลงมาอีก นึกมาอีกทีเราจะสอนลูกแบบนี้ไหมนะ แต่ฉันยังคิดว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีบ้างก็ดีนะ อย่างที่เค้าบอกเจ็บแล้วจะจำไง

           สมัยที่พ่อแม่ยังอยู่ในวัยกลางคนมักจะทะเลาะกับแม่อยู่บ่อยๆ สารพัดเรื่อง แต่ท่านก็ไม่เคยงอนกันนาน พ่อจะขี้บ่น ดื้อรั้น ไม่ยอมฟังใคร แต่พออายุเริ่มมากขึ้น พ่อก็ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนนิสัย มาชอบเอาใจแม่ ไม่กล้าเถียง แม่เลยกลายเป็นคนที่ขี้บ่นกว่าพ่อไปซะแล้ว คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้เนอะ เพียงเพราะความคิดที่เปลี่ยนไปก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรม เหมือนกับที่ฉันเคยอ่านเจอว่า “ความคิดนำพาชีวิต”

           พ่ออยู่ในห้องไอซียูมาสามวันแล้ว ซึ่งเป็นสามวันที่รู้สึกว่ายาวนานมากที่สุด จนอาการของพ่อตาเริ่มเหม่อลอย หมอจึงบอกว่าจะพาพ่อกลับก็ได้นะหรือจะให้หมอรอดูอาการไปเรื่อยๆ พวกเราทุกคนจึงตัดสินใจพาพ่อกลับบ้านโดยที่ยังใส่ท่อช่วยหายใจ เพราะกลัวว่าถ้าถอดออกแล้ว ท่านจะจากเราไปทันทีนั่นเอง

           พ่อกลับมาบ้านได้ประมาณสองชั่วโมง อาการก็เริ่มดีขึ้น ท่านสดใสขึ้นมาก สติกลับมา รู้สึกตัวทุกอย่าง ต่างกับที่อยู่โรงพยาบาลโดยสิ้นเชิง ระหว่างนั้นมีเพื่อนเก่าสมัยที่เรียนมัธยมที่เป็นหมอแวะมาเยี่ยม และช่วยดูอาการให้ เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้มีกลุ่มหมอที่เริ่มรณรงค์ให้คนไข้กลับมาตายที่บ้านแทนที่จะตายอย่างทุกข์ทรมานจนวินาทีสุดท้ายโดยมีท่อช่วยหายใจ พร้อมสายยางพะรุงพะรังมากมายติดอยู่ และเค้าจะพยายามทำให้คนไข้สบายใจก่อนจากโลกนี้ไป เพราะเชื่อว่าการจากไปด้วยความสุขความสบายใจก็จะได้ไปยังภพที่ดี และบอกวิธีที่จะนำพาให้พ่อไปอย่างมีความสุข

           ฉันอยู่กับพ่อเกือบตลอดเวลา อาการท่านเริ่มทรงๆทรุดๆ และแสดงอาการเจ็บ ฉันชวนพ่อท่อง “พุท” เมื่อหายใจเข้าและท่อง “โธ” เมื่อหายใจออก โดยบอกพ่อว่าจะช่วยให้พ่อหายเจ็บ พ่อก็เชื่อ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และยอมทำตามอย่างง่ายดาย เสียงแม้จะอยู่ในลำคอแต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกดีใจมาก ที่อย่างน้อยพ่อก็เริ่มสงบลง วันนี้พวกเราจึงตัดสินใจเอาท่อช่วยหายใจออกตามที่พ่อขอร้อง ฉันเป็นคนดึงสายออกมา รู้สึกแปลกใจระคนตกใจ เพราะไม่คิดว่าท่อหายใจที่ดึงออกมานั้นมีความยาวมาก เกือบศอก แถมปลายท่อมีกระปุกกลมๆขนาดเท่าลูกมะนาวโตๆ จึงรู้ว่ามันทรมานจริงๆ

           วันนี้วันที่ 28 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณสิบโมงเช้า อาการพ่อเริ่มทรุดลงมาก ตาเริ่มเหม่อลอย มีสติเป็นช่วงๆ ฉันรู้ได้ทันทีเลยว่าคงถึงเวลาแล้ว ฉันพูดให้พ่อสบายใจและทำใจให้ได้จะได้ไปอย่างสงบ ชวนพ่อท่อง “พุธโธ” เวลาผ่านไปจนบ่ายโมงพ่อเริ่มลมหายใจขาดช่วงเป็นตอนๆ และเหมือนกับรู้ว่าเวลามาถึงแล้ว พ่อเริ่มกระวนกระวายไม่อยากจากพวกเราไป ฉันบอกพ่อว่า พ่อไปรอพวกเราก่อนนะเดี๋ยวเราก็คงไปเจอกัน พอถึงตอนนี้ พ่อส่ายหน้าทันที แต่ก็ไม่นานพ่อหายใจเฮือกใหญ่เสียงดัง เฮือก” แล้วหยุดหายใจ สักพักท่านก็หายใจขึ้นมาอีก แล้วก็หมดลมหายใจไปอีก เป็นอยู่อย่างนั้น 5 ครั้ง คราวนี้ก็ไม่หายใจอีกต่อไป พ่อจากพวกเราไปแล้วจริงๆจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลย

           ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เกิดมาแล้วต้องตายทุกคน เราสามารถที่จะเลือกมีชีวิตตามที่เราต้องการได้ อย่าให้ใครมากำหนดชีวิตเรา แต่ต้องเดินบนเส้นทางที่ดี ถ้าคุณยังได้อ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าคุณโชคดีแล้วที่ยังมีโอกาสที่จะเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่มันทำให้ชีวิตคุณเศร้าหมองได้ หรือคุณจะให้มันกัดกร่อนจิตใจไปจนถึงวันตาย

           เราทุกคนกำลังเดินเข้าหาความตาย มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เราเหลือเวลาไม่มากนักแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าจะถึงคิวเราเมื่อไหร่ เราเตรียมความพร้อมรับมือกับความตายหรือยัง ทำทุกวันให้มีค่าและมีความสุขให้เหมือนกับว่าเป็นวันสุดท้าย ก็คงจะทำให้เราไม่รู้สึกเสียดายหรือทรมานใจที่ไม่ได้สั่งเสียใคร และจากไปตามกาลเวลาอย่างมีความสุข

           ฉันเริ่มเข้าใจความจริงของชีวิตขึ้นมาอีกนิดแล้วล่ะ จึงตั้งใจว่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับชีวิตตัวเอง เพื่อชดเชยความรู้สึกดีๆและเวลาที่หายไป เพียงเพราะหลงไปเสียใจกับคำพูดและการกระทำของคนอื่นที่มีผลกัดกร่อนความรู้สึกมาตั้งนาน ที่สำคัญฉันยอมปล่อยให้สูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นตัวเองไป แต่ก็ยังโชคดีนะที่เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความนึกคิด ฉันจะไม่ยอมให้เวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าอีกแล้ว “เวลาไม่เคยหวนคืน”



00:05

โอกาสที่ไม่หวนคืน

          คนเราเกิดมามีชะตาชีวิตที่แตกต่างกันไปตามพรหมลิขิต บางคนก็โชคดีได้เกิดบนกองเงินกองทอง มีโอกาสได้เรียนสูง พรั่งพร้อมด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนา แต่สุดท้ายบั้นปลายชีวิตกลับมีแต่ความ ทุกข์์ทรมาน กลายเป็นบุคคลล้มละลาย จากความล้มเหลวทางธุรกิจ ส่วนบางคนก็เกิดในครอบครัว ที่สุดแสน ลำเค็ญ อดมื้อ กินมื้อ ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน และไม่มีแม้แต่เงินที่จะส่งเสียให้ลูกๆเรียนหนังสือ แต่เค้าคนนั้นกลับมุมานะ ขยันอดทน จนประสบความสำเร็จในชีวิต มีธุรกิจที่ใหญ่โต เจริญรุ่งเรือง มีฐานะมั่นคง

          เหมือนโชคชะตาเล่นตลกเลยจริงๆนะ หลายคนก็เลยโทษว่าเป็นเพราะเจ้าโชคชะตานี่แหละที่ทำให้ ชีวิตลำเค็ญแบบนี้ แล้วก็นั่งรอโชคชะตาี่ดีๆมาหา บางคนไม่เชื่อในโชคชะตาเลย ชีวิตนี้ขอลิขิตเอง จริงอยู่ที่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ จึงทำให้โอกาสของแต่ละคนในช่วงต้น ไม่เท่ากันแต่ยังโชคดีที่ีฟ้าไม่ลิขิตให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนมีความรู้ ความนึกคิดมากขึ้น โอกาสในการมี ชีวิตของแต่ละคนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำและความนึกคิดของคนคนนั้น

          สำหรับนิลเองเท่าที่จำความได้พ่อมักจะบอกเสมอว่า

          "อย่าไปรอโอกาสนะลูก เราไม่รู้ว่ามันจะมา เมื่อไหร่เราต้องขยันอดทน ทำทุกอย่างจนสุดแรง และความสามารถเสมอ แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องยอมรับความจริง แต่ถ้าลูกทำแบบ ที่พ่อสอนโ อกาส คงมาหาลูกเองแหละ"

          นิลจึงยึดคำสอนพ่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิต และเรียนรู้ว่าเราเป็นคนที่กำหนดโอกาสของเรา นั่นคือ ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ก็มีโอกาสที่จะเจอแต่สิ่งที่ดี แต่ถ้าเลือกทำในสิ่งที่ไม่ดี ก็มีโอกาสที่จะเจอสิ่งที่ไม่ดี

          คำว่า โอกาสยังมีความหมายอีกหลายอย่างครอบคลุมไปในทุกๆเรื่องของชีวิต จากประสบการณ์ ์เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรียนรู้ว่า โอกาสบางอย่าง เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือเอากลับคืนมาได้แล้วคุณล่ะเคยเจอเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกว่ามีโอกาสที่ไม่หวนคืนบ้างไหม

          นิิลได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้มีลูกสาววัยกำลังน่ารัก แต่เค้าทำงานได้ ไม่มากนักเพราะร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ทำให้มีฐานะครอบครัวที่ค่อนข้างลำบากและขัดสน ซึ่งแตก ต่างจากเมื่อก่อนยังกับหน้ามือ และหลังมือเลยทีเดียว เมื่อก่อนนั้น เค้ามีร่างกายแข็งแรง มีการศึกษา และ ความรู้ดี ทำงานเก่ง มีรายได้ดีมาก แต่เค้าก็เป็นคนที่ฟุ่มเฟือยมาก

          นิลเคยบอกเค้าว่าให้เก็บ ออมบ้างนะ เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ควรรอบคอบหน่อย เพราะชีวิตไม่มีความแน่นอน แต่เค้าบอกนิลว่า หากมี ความรู้ความสามารถจะไปกลัวอะไร เงินทองหาง่ายจะตายไป มาวันนี้สิ่งที่เห็นมันไม่ใช่อย่าง ที่เค้าคิดไว้ เพราะสิ่งต่างๆต้องเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ตอนนี้เค้าไม่สามารถทำงานและหารายได้ได้เหมือนเดิมอีก แล้ว ร่างกายไม่แข็งแรงทำงานแทบไม่ได้ ทำให้จิตใจก็ถดถอยลงไป สถานการณ์ก็ยิ่งยากเกินแก้ไข โอกาส ของเค้าหมดแล้ว คงไม่มีโอกาสเหมือนเดิมอีกแล้ว ทำให้นิลเรียนรู้ว่า

          โอกาสมีให้ทุกคน เราต้องรอบคอบ ในการใช้โอกาสของชีวิตให้ดี แล้วคุณล่ะเตรียมความ พร้อมให้ชีวิตตัวเองรึยัง ถ้ายัง นั่นก็คือ โอกาสที่เราอาจจะเจอ

          เมื่อเดือนที่แล้วทีมงานคนหนึ่งของบริษัทได้เสียชีวิตลงไป เพราะเค้ามีโรคประจำตัวและชีวิตกำลัง นับถอยหลังอย่างช้าๆ จนมาถึงวันที่เค้าจากเราไปจริงๆ เราทุกคนรู้สึกเสียใจกันมาก เพราะในช่วงที่เค้า มีชีวิตนั้นเค้าได้ไปเที่ยวเป็นเพื่อนเค้าหลายครั้ง แต่เนื่องจากทุกคนงานยุ่งมากจึงบอกปฎิเสธไปชวนให้เรา วันนี้ในใจทุกคนรู้สึกผิดที่ละเลยเค้าไป อยากให้เวลาย้อนกลับไปจะได้มีโอกาสทำ สิ่งที่ช่วยให้เค้า มีความ สุขก่อนที่เค้าจะจากไป แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วเพราะโอกาสนั้นได้ผ่านไปแล้ว

          นิลรู้สึกแย่มาก จนเพื่อนสนิทต้องมาเตือนสติว่า เค้าจากไปแล้ว

          โอกาสนั้นก็กลับมาไม่ได้อีกแล้ว แต่ นิลมีโอกาสใหม่ ที่จะทำให้ไม่ต้องเสียใจขึ้นมาอีก นั่น ก็คือ ดูแลคนใกล้ชิดหรือคนที่เรารักอย่าละเลยโอกาสที่มี ให้จำเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียน เพื่อ ที่จะไม่ปล่อยให้โอกาสที่ผ่านมา แล้วผ่านไปจนไม่สามารถหวนคืน มาได้อีก

          ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่บ่งบอกถึงความหมายของ “โอกาสที่ไม่หวนคืน” ซึ่งนิลอยากให้เพื่อนๆ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตที่มีค่า เพื่อเป็นบทเรียนชีวิต สำหรับเป็นข้อเตือนใจสำหรับ ตัวเราเองและ ทุกคนๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นกับบทความ เพื่อมุมมองที่หลากหลายนะคะ

22:42

3 สิ่งที่ไม่หวนคืน


           นิลได้อ่านบทความชิ้นหนึ่ง สะดุดคำพูดอยู่ประโยคหนึ่ง มีคนเค้าบอกว่า " คำพูด โอกาส เวลา เมื่อผ่าน ไป แล้วก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้" เมื่อนำมาคิด ทบทวนกับสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ ชีวิตตัวเอง ทำให้อยากนำมาแบ่งปันความนึกคิด เพราะอาจมีประโยชนบ้าง

           “คำพูด” สิ่งที่ทุกคนต้องสัมผัสตลอดเวลา เป็นเรื่องใกล้ตัวมากเสียจนลืมความสำคัญและบทบาท ของมันไป ทั้งๆที่ทุกคนก็รู้ว่า

           คำพูดแค่เพียงคำเดียว อาจสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย ทำให้ได้รับหรือ สูญเสียมากมาย เกินกว่าที่จะคาดคิดได้ เมื่อพูดออกมาแล้ว จึงรับรู้ผลของคำพูดที่ได้พูดออกไป แต่ก็ไม่ สามารถแปลงแปลงอะไรได้แล้วต้องอยู่กับผลลัพท์ของมันไปอีกนาน เมื่อเทียบกับ เวลาที่ใช้พูด เพียง ไม่นานเลย

           บางคนก็ได้ในสิ่งที่ต้องการเพราะรู้จักที่จะเลือกใช้คำพูดและพูดในจังหวะเวลาที่เหมาะสม รู้ว่ากำลัง พูดกับใคร รู้ว่าผลของการพูดจะเป็นอย่างไร คิดทบทวนทุกครั้งก่อนพูด นิลว่าคนแบบนี้ล่ะที่ฉลาดในการใช้ คำพูด แต่ถ้าพูดด้วยความจริงใจด้วยล่ะก็ เยี่ยมเลยนะคะ “รู้เขา รู้เรา มีชัยไปกว่าครึ่ง”


           บางคนก็เป็นคนชอบพูดมาก มีเรื่องเอามาพูดได้ไม่รู้จบ ไม่รู้ไปเอามาจากไหน ไม่เคยระวังคำพูด หรือคิดตรึกตรองก่อนพูดเลย ว่าคนฟังจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร รู้สึกเพียงอย่างเดียวว่า ตัวเองมีความสุขและ สนุกกับการที่ได้พูดเค้าต้องการแค่คนรับฟังเค้าเท่านั้นล่ะค่ะไม่ได้ต้องการคน สนทนาด้วยหรอก

           นิลคิดว่า ถ้าเค้าพูดน้อยลงสักนิด คิดมากขึ้นสักหน่อยก่อนที่จะพูด คงทำให้โลกสดใสขึ้น แต่ก่อนก็ จะนั่งทนฟัง เพราะมีมารยาทค่ะ แม้จะรู้สึกอึดอัด จนต้องถามตัวเองว่าถ้าลุกไปจะ น่าเกลียดไหมนะ แต่ ตอนนี้ขอตัวนะคะ เวลามีค่าค่ะ

           บางคนก็ชอบพูดให้ร้ายคนอื่นตลอดเวลา คนอื่นๆเลวซะหมด ตัวเองหรือคนที่ตัวเองรักเท่านั้น ที่มีแต่สิ่งดีๆมาเล่าไม่รู้จบ เอ…แล้วเราถ้าไม่ใช่คนที่เค้ารัก และเค้าคุยกับคนอื่น เราจะเป็นคนเลวไหมเนี่ย คน แบบนี้น่าเบื่อนะคะไม่รู้เราจะไปเสียเวลาทำไม พ่นแต่สิ่งร้ายๆออกมาตลอดเวลา ต้องคอยระวังไม่ให้ของ เสียเหล่านั้นมาเปรอะเปื้อนตัวเราอีก เฮ้อ… เหนื่อยจังเลย

           นิลว่ามีกรณีศึกษาอีกมากมาย ยกมาพอสังเขปเพื่อให้เห็นภาพของผลจากการพูดเท่านั้นเองล่ะคะ เห็นไหมคะคำโบราณที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” อมตะตลอดกาล ลองมาดูผลจากการฟังบ้างนะคะ

           นิลมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้มากมาย เพราะเป็นคนที่ชอบคิดมาก ชอบเอา “คำพูด” ที่ได้รับฟัง มานั่งคิดต่อ หลายครั้งที่เจอคนที่พูดให้ร้าย นิลจำคำพูดได้แม่นยำทุกประโยคเลย และปล่อยให้คำพูดของ คนอื่นมาบั่นทอนและทำร้ายจิตใจของตัวเอง ไม่เคยคิดที่จะลบมันออกจากความทรงจำ คำพูดเหล่านั้น มัก จะ ผุดขึ้นมาและวนเวียนในความคิดอยู่เสมอ ทำให้รู้สึกเสียใจและเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงมัน นิลจมอยู่ กับ ความเสียใจ เสียความรู้สึกที่ดีๆไปเป็นเวลานาน กับ แค่คำพูดที่ไร้ค่าไม่กี่คำ ซึ่งที่คนพูดอาจลืมไปแล้วด้วย ซ้ำไปว่าพูดอะไรไว้

           จนมาวันนี้ได้เรียนรู้ว่า ตัวเราเองนั่นแหละที่ยอมปล่อยให้ “คำพูด” ของคนอื่นมาทำร้ายตัวเราเอง เราจะไปแคร์ทำไมกับคำพูดของคนที่ไร้ค่า ชีวิตเรามีค่ากว่านั้นเยอะ มีสิ่งดีๆที่ให้คิดอีกมากมาย เสียดาย เวลาที่ผ่านมาจังเลย แต่ก็ยังโชคดีนะที่นิลมีเพื่อนดีๆมาเตือนสติให้คิดได้ซะก่อนที่จะสายเกินไป ยังพอมี เวลาให้คิดทำสิ่งดีๆให้ตัวเองอีก

           จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี รวมทั้งเจอะเจอผู้คนมากมาย เจอคำพูดที่ หลากหลายอารมณ์และวัตถุประสงค์ ทำให้เรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับมัน

           นิลตัดสินใจเลือกที่จะฟังหรือสนทนากับคนที่มี จิตใจดี คิดดี มีสิ่งดีๆมาจากคำพูดให้เรียนรู้และ พัฒนาความคิดของเราและเลี่ยงที่จะเสียเวลาฟังคนที่พูดมาก ไร้ค่า ไร้สาระ ชอบพูดให้ร้ายคนอื่นเพราะ เวลาของชีวิตมีไม่มาก เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกเฉพาะสิ่งที่ดีให้ตัวเองได้และที่สำคัญคือนิลเรียนรู้ที่จะใช้คำพูด โดยใช้ความรู้สึกของตัวเอง ว่าอยากได้ยินคำพูดแบบใด

          นิลอยากได้ยินคำพูด ที่ให้เกรียติซึ่งกันและกัน คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี รู้สึกสนุก และ มีความสุข เป็นกำลังให้กันและกัน ที่สำคัญมาจากความจริงใจและความปรารถนาดี มันไม่ใช่สิ่ง ที่ยากเกินไป หรือหวังมากเกินไปเลยเพียงแต่ ง่ายนิดเดียวใช้ใจพูด และ คิดก่อนพูดเท่านั้นเอง ซึ่งคงต้องเริ่มฝึก ที่ตัวเราเองก่อน ที่สำคัญเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะพูดหรือจะฟัง

           นิลเชื่อว่าทุกคนคงมีประสบการณ์และเรื่องราวเกี่ยวกับการพูดมากมาย รวมถึงผลลัพท์ที่เป็นผู้พูด และ ผู้ฟังมากมายแตกต่างกันไป อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับนิลนะคะ มาแบ่งปันและเล่าสู่กันฟัง เพราะนิลเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับคนรุ่นหลังๆไม่มากก็น้อยล่ะคะ มาคิดดี พูดดีกันดีกว่านะคะ และคงเริ่ม เห็นด้วยกับดิฉันแล้วใช่ไหมคะ “คำพูด เป็นสิ่งที่หวนคืนไม่ได้”